KNOWLEDGE

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก

องค์การอนามัยโลก ระบุว่า มีผู้ที่มีความบกพร่องทางสายตาทุกช่วงอายุ รวมกันจำนวนราว 284 ล้านคน ในจำนวนนี้มีผู้ที่ประสบกับภาวะตาบอดอยู่ 35 ล้านคน และภายในปี ค.ศ. 2050 คาดว่าจะมีคนตาบอดมากถึง 115 ล้านคนทั่วโลก

สำหรับประเทศไทยเท่าที่มีการสำรวจไว้ จากการประมาณการณ์น่าจะมีคนไทยที่มีปัญหาเกี่ยวกับดวงตามากถึง 20 ล้านคน และจะมากขึ้นเรื่อยๆเพิ่มขึ้นทุกปี

ประเด็นนี้องค์การอนามัยโลก มีความเป็นห่วงมาก เพราะต้องใช้เงินมหาศาลในการที่จะแก้ไขสถานการณ์นี้ให้กับคนทั้งโลก

ปัจจุบันความก้าวหน้าทางการแพทย์เกี่ยวกับสายตาก้าวหน้าไปมาก พอๆกับความก้าวหน้าทางอาหารเสริมและสมุนไพร ที่ช่วยในการดูแลดวงตาที่ทั่วโลกให้การยอมรับ

“กรมการแพทย์” เผย 5 โรคตาที่พบมากสุดในผู้สูงอายุ

“กรมการแพทย์” เผย 5 โรคตาที่พบมากสุดในผู้สูงอายุ ได้แก่ “ต้อกระจก ต้อหิน จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม เบาหวานขึ้นจอตา สายตายาว” แนะตรวจตาปีละครั้ง ชะลอความเสื่อม

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในปี 2568 คาดว่า จะมีผู้สูงอายุร้อยละ 20 จากประชากรทั้งหมด โดยที่ร้อยละ 85 ของผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองได้ และที่ต้องพึ่งพิงคนอื่นเกือบร้อยละ 15 ผลกระทบสุขภาพของผู้สูงอายุนอกจากโรคเรื้อรังสุดฮิตทั้งอันดับต้นๆ คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วนลงพุง และโรคข้อเสื่อม แล้วยังพบว่า มีผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 70 ที่สายตาไม่ดี การมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดภาวะสายตาเลือนราง หรืออาจตาบอด ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก

โรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ ได้แก่

1. ต้อกระจก

ต้อกระจก พบได้บ่อยที่สุด และเป็นทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่น ทำให้แสงผ่านเข้าไปในตาได้น้อยลง เกิดจากปัจจัยเสี่ยง คือ อายุมากขึ้น หรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น การได้รับแสง UV บ่อยๆ หรือแสงแดดจ้า โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ทำให้เป็นต้อกระจกได้เร็วขึ้น ยากินและหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น

ผู้ป่วยต้อกระจกจะมีตามัวลง เห็นภาพซ้อน ตาสู้แสงไม่ได้อาจเริ่มจากต้องเปลี่ยนแว่นบ่อยๆ ต่อมามัวลงมาก ปรับแว่นอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น อาจมองเห็นภาพเป็นสีเหลือง บางคนอาจมองเห็นแสงกระจายในที่สว่างจ้า สามารถชะลอความเสื่อมได้บ้างด้วยการสวมแว่นกันแดดป้องกันรังสี UV

2. ต้อหิน

ต้อหิน พบได้น้อยกว่าต้อกระจก แต่เป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรโดยที่ผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัว เกิดจากความดันในลูกตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตา ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหินก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ได้แก่ เชื้อชาติ อายุ ภาวะสายตาสั้นมากๆ โรคประจำตัวบางชนิด เช่น เบาหวาน การใช้ยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องโดยกิน ฉีด หรือหยอดตา หรือเคยได้รับอุบัติเหตุทางตามาก่อน

สำหรับอาการในช่วงแรกของโรคมักไม่มีอาการ จะเริ่มสูญเสียลานสายตา คือ การมองเห็นจำกัดวงแคบลง จากด้านข้างเข้ามาตรงกลางเรื่อยๆ และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาจมีต้อหินบางประเภท เช่น ต้อหินมุมปิดเฉียบพลันที่มีอาการปวดมาก เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ มัวลงมาก และตาแดง ถือเป็นภาวะเร่งด่วนมากต้องมาพบจักษุแพทย์ทันที

ที่สำคัญผู้ป่วยต้อหินทุกคนต้องมาตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด และยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่จะทำให้การมองเห็นเป็นปกติ ทำได้เพียงมิให้การมองเห็นแย่ลงกว่าเดิม ดังนั้น ควรตรวจคัดกรองความเสี่ยงต้อหินเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป หากไม่มีความเสี่ยงก็ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปีอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ไม่มีอาการ แต่ถ้าสงสัยหรือสังเกตพบความผิดปกติต้องรีบพบจักษุแพทย์โดยเร็ว

3. จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม

จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม เกิดจากภาวะเสื่อมของบริเวณจุดภาพชัดที่อยู่ส่วนกลางของจอตา ทำให้การมองเห็นส่วนกลางของภาพมัวลง โดยที่บริเวณรอบข้างยังเห็นได้เป็นปกติ เกิดจากปัจจัยเสี่ยง คือ ภาวะสูงวัย แสง UV การสูบบุหรี่ และความดันโลหิตสูง

ในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการ ต่อมาเมื่อจอตาเสื่อมมากขึ้น จะมีอาการตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำอยู่กลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพโดยไม่มีอาการปวด ผู้สูงอายุควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี หรือเมื่อสังเกตพบความผิดปกติต้องรีบมาพบจักษุแพทย์ และควรหยุดสูบบุหรี่ และสวมแว่นกันแดดเป็นประจำ และหมั่นรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผัก – ผลไม้สีเขียว – สีเหลือง ถั่วแดง เป็นต้น

4. ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา

ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา เกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝอยเสื่อมทั่วร่างกายรวมทั้งหลอดเลือดที่จอตา ทำให้เลือดและสารต่างๆ รั่วซึมออกมา เกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ประกอบกับระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน และโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต ภาวะซีด

อาการในระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ตรวจตาอาจพบจุดเลือดออกที่จอตา หากมีอาการตามัวแสดงว่าเบาหวานขึ้นจอตาเป็นมากแล้ว การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ รวมทั้งดูแลโรคประจำตัวอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูงและโรคไต โรคไขมันในเลือดสูงอย่างเหมาะสม จะสามารถชะลอความรุนแรงของโรคได้ และผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรต้องตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง

5. ภาวะสายตายาวสูงอายุ

ภาวะสายตายาวสูงอายุ  เกิดขึ้นเมื่อสูงอายุทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจะมองหรืออ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ระยะใกล้ๆไม่ชัดเจน ต้องถือหนังสือห่างๆ ทำงานระยะใกล้ๆไม่ได้ แต่มองไกลได้ปกติ บางคนอาจมีตาพร่า หรืออาการปวดตา

มักเริ่มมีอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากความสามารถและช่วงในการเพ่งปรับสายตาลดลง เนื่องจากเลนส์แก้วตาแข็งตัวขึ้น และการทำงานของกล้ามเนื้อตาลดลง สามารถรักษาด้วยการใช้แว่นสายตา หรือการผ่าตัดทำเลสิก แต่ควรมาตรวจกับจักษุแพทย์ก่อนว่าไม่มีความผิดปกติของโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย

“ผู้สูงอายุมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงตามวัยในระบบต่างๆ ของร่างกาย รวมถึงระบบการมองเห็นที่อาจจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันแต่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล เนื่องจากโรคตา เช่น ต้อกระจกผ่าตัดรักษาได้ บางโรคถ้าดูแลรักษาในระยะแรกและต่อเนื่อง จะสามารถชะลอความเสื่อมได้ เช่น ต้อหิน จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม หรือบางโรคถ้าควบคุมโรคประจำตัว จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของภาวะเบาหวานขึ้นจอตาได้ อย่างไรก็ตาม หากผู้สูงอายุสงสัยว่าสายตาผิดปกติสามารถมาพบจักษุแพทย์ได้ทันที หรือตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง ที่สำคัญลูกหลานควรใส่ใจดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างองค์รวม ทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะที่ดีและมีความสุข” อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าว

จากสถิติรายงานโรคตาของราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ พบว่า โรคทางตาที่พบมากขึ้นในสังคมไทย คือ การติดเชื้อที่กระจกตาจากคอนแทคเลนส์และโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome) ซึ่งมีแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โรคต้อกระจก-ปัญหาสาธารณสุขทางตาอันดับ 1 ของไทย

ผลสำรวจล่าสุดเกี่ยวกับสาเหตุของการตาบอด และสายตาเลือนรางในประเทศไทย พบ

ปัญหา 4 อันดับแรก ได้แก่ อันดับแรก คือ โรคต้อกระจก มีมากถึงร้อยละ 69.7  รองลงมา คือ โรคทางจอประสาทตา ร้อยละ 13.2  โรคต้อหินและโรคความผิดปกติทางสายตา ร้อยละ 4

ปัจจุบันปัญหาสุขภาพดวงตา เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั้งของไทยและของโลก

สถานการณ์สาธารณสุขทางตาทั่วโลกอัพเดตเมื่อปี 2558  พบว่า

36 ล้านคน ตาบอด

253 ล้านคน เป็นผู้ป่วยสายตาพิการ

65 เปอร์เซ็นต์ของผู้สายตาพิการเป็นคนอายุ 50 ปีขึ้นไป

1.1 พันล้านคน สายตาสั้น

1.1 พันล้านคน กำลังมีความเสี่ยงปัญหาสุขภาพตา

ทุก 5 วินาที มีคนตาบอดเพิ่ม 1 คน

ทุกนาที มีเด็กตาบอดเพิ่ม 1 คน

ส่วนสถานการณ์สาธารณสุขทางตาในเมืองไทยนั้น โรคตาเป็นปัญหาสาธารณสุขอันดับที่ 9 ของไทย

เด็กไทยตาบอดคิดเป็น 0.11 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผู้ตาบอดทั้งหมด ซึ่งสูงกว่าประมาณการขององค์การอนามัยโลก (WHO) 60 เปอร์เซ็นต์ของสาเหตุการตาบอดในเด็กไทย เกิดจากโรคจอตาในทารกคลอดก่อนกำหนด

โรคต้อกระจก เป็นปัญหาสาธารณสุขทางตาอันดับ 1 ของประเทศไทย

ในแต่ละปีมีผู้ป่วยต้อกระจกรายใหม่เกิดขึ้น 60,000 คน ขณะที่ยังมีผู้ป่วยรายเก่าสะสม รอรับการผ่าตัดรักษาอยู่กว่า 100,000 คน

ประชากรผู้มีสิทธิในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน พบว่าในจำนวนนี้เป็นต้อกระจกถึง 4.3 ล้านราย และจากอุบัติการณ์ดังกล่าว หากไม่มีการเร่งรัดจัดบริการผ่าตัด จะมีคนตาบอดจากโรคต้อกระจกเพิ่มขึ้น 42,840 ราย เป็นไปตามอัตราจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นตามฐานประชากร นอกจากนี้ยังพบว่าปี 2549-2550 มีผู้ป่วยอยู่ในภาวะตาบอดจากโรคต้อกระจก และรอการผ่าตัดอยู่ถึง 120,000 ราย

สถิติผู้ป่วยโรคต้อหิน

จากสถิติพบว่า ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคต้อหินจำนวน 60 ล้านคนในปี พ.ศ. 2553 และคาดว่าจะมีผู้ป่วยโรคต้อหินจำนวน 70 ล้านคนในปี พ.ศ. 2563 เท่ากับว่าจะมีผู้ป่วยโรคต้อหินเพิ่มขึ้นปีละ 1 ล้านคน

10 % ของผู้ป่วยโรคต้อหิน มีอาการรุนแรงถึงขั้นทำให้สูญเสียการมองเห็น จากการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยโรคต้อหิน 50-90 % ไม่รู้ตัวว่าเป็นต้อหิน เพราะไม่เคยตรวจตา

สำหรับประเทศไทย จากสถิติอุบัติการณ์ของการเกิดโรคพบว่า คนไทยเป็นโรคต้อหิน 36 % ของประชากรทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเกิดจากคนในครอบครัวเป็นต้อหินกันมาก่อน และแนวโน้มของการเกิดโรคนี้ในกลุ่มคนไทยจะเพิ่มสูงขึ้น กล่าวคือในปี ค.ศ. 2010 มีคนไทยเป็นต้อหินประมาณ 6 แสนคน คาดว่าในปี ค.ศ. 2020 จะมีคนไทยเป็นโรคนี้เพิ่มขึ้นเป็น 7 แสนคน

MEDINA Luzyn

อุดมด้วยคุณประโยชน์สารสกัดจากดอกดาวเรืองและบิวเบอร์รี่ ช่วยบำรุงสุขภาพสายตา และชะลอความเสื่อมของดวงตา ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Sharing is caring!